← กลับไป: เภสัชกรรม
เภสัชกรรม เภสัชกรรม

วิธีการปรุงยาตามหลักการปรุงยาแผนโบราณ 28 วิธี

📖 Knowledge Article 🖼️ 1 รูป

🌿 วิธีการปรุงยาตามหลักการปรุงยาแผนโบราณ 28 วิธี

การปรุงยาในเภสัชกรรมไทยไม่ได้หมายถึงเพียงการนำสมุนไพรมาต้มเท่านั้น แต่ครอบคลุมการแปรสภาพตัวยาและการจัดทำยาในรูปแบบต่าง ๆ ตั้งแต่ บดเป็นผง ปั้นลูกกลอน แช่ ดอง กลั่น สุม เผา คั่ว หุงน้ำมัน ใช้ภายนอก ไปจนถึงการทำแคปซูลและยาเม็ด

ตามเอกสารที่ใช้เป็นแหล่งอ้างอิง กำหนด วิธีการปรุงยาตามหลักการปรุงยาแผนโบราณไว้ 28 วิธี


📚 28 วิธีการปรุงยาแผนโบราณ

1. 💊 บดเป็นผงละเอียด ปั้นเป็นลูกกลอน

นำ ยาตากแห้ง มาปรุงตามตำรับ บดเป็นผงละเอียด แล้วนำไป ปั้นเป็นลูกกลอน

รูปแบบยาที่ได้: ยาลูกกลอน


2. ⚪ บดเป็นผงละเอียด ปั้นเม็ดหรือใช้เป็นยาผง

นำ ยาตากแห้ง มาปรุงแล้วบดให้ละเอียด จากนั้น

  • ปั้นเป็นยาเม็ด หรือ

  • ใช้เป็นยาผง


3. 🫖 ต้มหรือเคี่ยว แล้วรินน้ำกิน

ใช้ได้ทั้ง ยาสดและยาแห้ง หลังปรุงตามตำรับแล้ว นำไป

  • ต้มพอเดือด หรือ

  • เคี่ยว

จากนั้น รินเอาแต่น้ำยาเพื่อรับประทาน

นี่เป็นรูปแบบพื้นฐานของ ยาต้ม


4. 🏺 แช่น้ำหรือดองสุรา แล้วกินแต่น้ำ

นำ ยาตากแห้ง มาปรุงแล้วบดเป็น ผงหยาบ

จากนั้นนำไป

  • แช่น้ำ หรือ

  • ดองสุรา

เมื่อได้สารละลายยาแล้วจึง รับประทานเฉพาะส่วนที่เป็นน้ำ


5. 💧 กัดด้วยหัวเหล้า

ใช้ ยาสดหรือยาแห้ง ปรุงแล้วบดเป็นผงหยาบ จากนั้น กัดด้วยหัวเหล้า

เมื่อต้องการใช้ ให้นำของเหลวที่ได้ หยดลงในน้ำ เติมน้ำ แล้วรับประทาน


6. 🔥 เผาเป็นถ่าน ทำน้ำด่าง

นำ ยาตากแห้ง มาปรุงแล้วเผาจนเป็นถ่าน

จากนั้นนำไป ทำน้ำด่าง และใช้เฉพาะส่วนของน้ำสำหรับรับประทาน


7. 🔥 สุม เผา หรือคั่ว แล้วบดเป็นผง

นำ ยาตากแห้ง ที่ปรุงแล้วไปผ่านความร้อนด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ได้แก่

  • สุม

  • เผา

  • คั่วไฟ

จากนั้นบดเป็นผงละเอียด แล้ว

  • ปั้นเป็นยาเม็ด หรือ

  • ใช้เป็นยาผง


8. 👃 บดหยาบ บรรจุภาชนะไว้ดม

ใช้ ยาสดหรือยาแห้ง ปรุงแล้วบดเป็นผงหยาบ

จากนั้นบรรจุลงในภาชนะสำหรับ สูดดมกลิ่นของยา


9. 💨 กลั่นเอาไอหรือน้ำเหงื่อ

นำ ยาสดหรือยาแห้ง ที่ปรุงแล้วไปกลั่น เพื่อเก็บส่วนที่เรียกว่า

“น้ำเหงื่อ”

ตัวอย่างในเอกสาร เช่น การกลั่นสุราแล้วนำน้ำเหงื่อมาใช้


10. 👃 บดละเอียดมาก ใช้เป่าจมูกและคอ

นำ ยาสดหรือยาแห้ง มาปรุงแล้วบดให้เป็นผง ละเอียดมาก

ใช้สำหรับ เป่าจมูกหรือคอ

ตัวอย่างที่เอกสารยกไว้ ได้แก่ ยานัตถุ์


11. 🚬 มวนเป็นบุหรี่สูบหรือสูดควัน

นำ ยาตากแห้ง ที่ปรุงแล้วมวนเป็นลักษณะคล้ายบุหรี่

ใช้โดย

  • สูบ หรือ

  • สูดเอาควัน


12. 🌫️ เผาหรือโรยบนถ่านไฟ ใช้ควันรม

นำ ยาตากแห้ง ที่ปรุงแล้วบดเป็นผงหยาบ

จากนั้น

  • เผาไฟ หรือ

  • โรยลงบนถ่านไฟ

แล้วใช้ ควันที่เกิดขึ้นในการรม


13. 🫗 หุงด้วยน้ำมัน

ใช้ ยาสดหรือยาแห้ง ปรุงแล้วบดเป็นผงหยาบ

จากนั้นนำไป หุงกับน้ำมัน

รูปแบบยาที่ได้: ยาน้ำมัน


14. 🦷 ต้ม ใช้น้ำยาอมบ้วนปาก

ใช้ ยาสดหรือยาแห้ง ปรุงแล้วต้ม

นำน้ำยาที่ได้มาใช้ อมและบ้วนปาก


15. 🛁 ต้ม ใช้น้ำอาบ

ใช้ ยาสดหรือยาแห้ง ปรุงแล้วต้ม

นำน้ำยาที่ได้มาใช้ อาบร่างกาย


16. 🫧 ต้ม ใช้น้ำแช่

ใช้ ยาสดหรือยาแห้ง ปรุงแล้วต้ม

นำน้ำยาที่ได้มาใช้ แช่ส่วนของร่างกายตามวัตถุประสงค์


17. 🚿 ต้ม ใช้น้ำชะ

ใช้ ยาสดหรือยาแห้ง ปรุงแล้วต้ม

นำน้ำยาที่ได้มาใช้ ชะหรือล้างบริเวณที่ต้องการ


18. ♨️ ต้ม ใช้ไอรม

ใช้ ยาสดหรือยาแห้ง ปรุงแล้วต้ม

ใช้ ไอที่เกิดจากการต้มยาในการรม


19. 🌿 ตำ ใช้เป็นยาสุมหรือพอก

ใช้ ยาสดหรือยาแห้ง ปรุงแล้วนำมาตำ

ใช้เป็น

  • ยาสุม

  • ยาพอก

ตามวัตถุประสงค์ของตำรับ


20. ✋ ใช้เป็นยาทา

ใช้ ยาสดหรือยาแห้ง ปรุงตามตำรับ แล้วนำมา ทาภายนอก


21. 🟢 ทำเป็นลูกประคบ

ใช้ ยาสดหรือยาแห้ง ปรุงแล้วจัดทำเป็น ลูกประคบ

เป็นรูปแบบการใช้ยาภายนอกที่อาศัยตัวยาร่วมกับความร้อนในการใช้งาน


22. 🔸 ใช้เหน็บทวารหนัก

ใช้ ยาสดหรือยาแห้ง ปรุงให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสมสำหรับ เหน็บทางทวารหนัก


23. 💧 ใช้สวนทวารหนัก

ใช้ ยาสดหรือยาแห้ง ปรุงให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสมสำหรับ สวนทางทวารหนัก


24. 🩹 ยาผสมแล้ว ใช้เป็นยาพอก

นำยาที่ผสมตามตำรับเรียบร้อยแล้วมาใช้เป็น ยาพอก

เป็นการใช้ยาภายนอกบริเวณที่ต้องการ


25. 🧴 ทำเป็นยากวนหรือยาขี้ผึ้งปิดแผล

นำ ยาที่ผสมแล้ว มาปรุงต่อเป็น

  • ยากวน หรือ

  • ยาขี้ผึ้งสำหรับปิดแผล


26. 💊 ทำเป็นยาแคปซูล

นำ ยาที่ผสมแล้ว มาบรรจุเป็น ยาแคปซูล

เป็นการนำตัวยาที่เตรียมไว้มาอยู่ในรูปแบบที่รับประทานได้สะดวกและควบคุมปริมาณได้ง่ายขึ้น


27. ⚙️ ทำเป็นยาตอกเม็ด

นำ ยาที่ผสมแล้ว มาผ่านกระบวนการทำเป็น ยาตอกเม็ด

เพื่อให้ได้ยาในรูปแบบเม็ดที่มีขนาดเหมาะสม


28. ✨ ทำเป็นยาเคลือบเม็ด

นำ ยาที่ผสมแล้ว มาจัดทำเป็น ยาเคลือบเม็ด

เป็นการปรุงยารูปแบบเม็ดที่มีขั้นตอนการเคลือบผิวเพิ่มเติม


🧭 มอง 28 วิธีให้เข้าใจง่าย

แทนที่จะท่องทั้ง 28 ข้อแยกจากกัน สามารถมองเป็นกลุ่มใหญ่ได้ดังนี้

💊 กลุ่มยารับประทาน

เช่น

  • ยาผง

  • ลูกกลอน

  • ยาเม็ด

  • ยาต้ม

  • ยาดอง

  • ยาน้ำมัน

  • ยาแคปซูล

👃 กลุ่มใช้ทางจมูกและการสูดดม

เช่น

  • ยาดม

  • ยานัตถุ์

  • ยาสูบ

  • ยารมควัน

♨️ กลุ่มใช้ความร้อนและไอ

เช่น

  • การสุม

  • การเผา

  • การคั่ว

  • การใช้ไอรม

🌿 กลุ่มใช้ภายนอก

เช่น

  • อมบ้วนปาก

  • อาบ

  • แช่

  • ชะ

  • พอก

  • ทา

  • ประคบ

🔸 กลุ่มใช้เฉพาะทาง

เช่น

  • ยาเหน็บ

  • ยาสวนทวาร

⚙️ กลุ่มรูปแบบการผลิตยา

เช่น

  • ยากวน

  • ยาขี้ผึ้ง

  • แคปซูล

  • ยาตอกเม็ด

  • ยาเคลือบเม็ด

💡 PikadThai Tip
การจำ 28 วิธีแบบ “จำเป็นกลุ่ม” จะช่วยให้เข้าใจง่ายกว่าการท่องทีละข้อ และทำให้เห็นว่า วิธีปรุงยา ในเภสัชกรรมไทยสัมพันธ์กับทั้งลักษณะของตัวยา รูปแบบผลิตภัณฑ์ และวิธีนำยาเข้าสู่ร่างกาย


🫖 ยาต้ม

ยาต้ม เป็นรูปแบบการปรุงยาสมุนไพรที่ใช้กันมานาน โดยใช้น้ำเป็นตัวทำละลายสารจากสมุนไพร

✅ ข้อดี

  • ดูดซึมง่าย

  • ออกฤทธิ์ได้เร็ว

  • เตรียมได้ไม่ซับซ้อน

⚠️ ข้อจำกัด

  • ยาบางตำรับมีรสขมหรือกลิ่นที่รับประทานได้ยากสำหรับบางคน

  • เก็บรักษาไว้ได้ไม่นาน

  • หากต้องเก็บไว้นานจำเป็นต้องมีวิธีควบคุมการเสื่อมเสียที่เหมาะสม


💧 1. น้ำและภาชนะสำหรับต้มยา

น้ำที่ใช้ควรเป็น

  • น้ำสะอาด

  • ใส

  • ไม่มีกลิ่น

  • ไม่มีรสผิดปกติ

ภาชนะ

เอกสารแนะนำ

  • หม้อดินเผา

  • หม้อเคลือบ

และระบุว่าไม่ควรใช้ภาชนะโลหะบางชนิด เช่น เหล็ก เพราะอาจเกิดปฏิกิริยากับสารในตัวยาและมีผลต่อคุณลักษณะของยาได้


🌿 2. การเตรียมสมุนไพรสำหรับต้ม

ควรทำความสะอาดสมุนไพรก่อน และเตรียมขนาดให้เหมาะสม

ส่วนแข็ง

เช่น แก่นหรือเครื่องยาที่มีขนาดใหญ่
ควรหั่นเป็นชิ้นขนาดพอเหมาะและใกล้เคียงกัน

ใบขนาดใหญ่

ตัวอย่างในเอกสาร เช่น ใบชุมเห็ดเทศ
ควรหั่นให้เล็กลง

ใบขนาดเล็ก

เช่น

  • ฟ้าทะลายโจร

  • กะเพรา

สามารถใช้ใบโดยไม่จำเป็นต้องหั่นให้เล็กมาก เพราะหากตัดละเอียดเกินไปอาจทำให้

  • กรองยาได้ยาก

  • ตัวยาไหม้ขณะต้มได้ง่ายขึ้น


🔥 3. วิธีต้มยา

  1. เติมน้ำสะอาดลงในหม้อยาให้เหมาะสมกับปริมาณตัวยา

  2. ใช้ ไฟขนาดกลาง ต้มจนเดือด

  3. เมื่อเดือดแล้วให้ลดไฟลง

  4. ต้มต่อประมาณ 10–15 นาที

  5. ระหว่างต้มควรดูแลและคนยาเป็นระยะ

  6. ระวังไม่ให้ยาไหม้


📏 “ต้ม 3 เอา 1”

ในเอกสารกล่าวถึงวิธี

ต้ม 3 เอา 1

หมายถึง ใช้น้ำ 3 ส่วน ของปริมาตรที่ต้องการ แล้วต้มเคี่ยวจนเหลือ 1 ส่วน

เป็นวิธีที่พบได้ในการเตรียมยาต้มไทยบางตำรับ


⏰ การรับประทานและดูแลยาต้ม

ตามข้อมูลในเอกสาร

  • ยาต้มควรรับประทาน ขณะท้องว่าง หรือก่อนอาหาร

  • จำนวนครั้งและปริมาณให้เป็นไปตามวิธีใช้ของตำรับ

  • หากมียาต้มเก็บไว้ ควรอุ่น เช้า–เย็นทุกวัน

  • โดยทั่วไปไม่ควรเตรียมทิ้งไว้นานเกินความจำเป็น

💡 PikadThai Tip
คำว่า “ยาต้ม” ไม่ได้หมายความว่าต้องเคี่ยวแรงหรือนานเสมอไป การใช้ไฟ ระยะเวลา และปริมาณน้ำต้องสัมพันธ์กับตำรับ เพราะการต้มมากเกินไปอาจทำให้น้ำลดเร็วหรือทำให้ตัวยาไหม้ได้


🍵 ยาชง

ยาชง เป็นรูปแบบยาที่เตรียมง่าย โดยทั่วไปใช้สมุนไพรแห้งและ น้ำร้อนเป็นตัวทำละลาย

จุดเด่น

  • เตรียมง่าย

  • ดูดซึมได้ง่าย

  • สมุนไพรหลายชนิดมีกลิ่นหอม

  • รสชาติรับประทานง่ายกว่ายาต้มบางตำรับ


🌿 การเตรียมยาชง

ตัวอย่างส่วนของสมุนไพรที่เอกสารกล่าวถึง เช่น

  • ใบหญ้าหนวดแมว

  • ใบชุมเห็ดเทศ

  • กลีบรองดอกกระเจี๊ยบ

ขั้นตอน

  1. นำสมุนไพรมาล้างให้สะอาด

  2. ผึ่งลมให้แห้ง

    • สมุนไพรบางชนิดอาจผ่านการคั่วหรือย่างไฟตามกรรมวิธี

  3. เติม น้ำเดือด ลงบนสมุนไพร

  4. แช่ไว้ประมาณ 3–5 นาที

  5. จึงนำส่วนของน้ำชงมาใช้


⚠️ ไม่ควรแช่ยาชงไว้นานเกินไป

การแช่สมุนไพรในน้ำร้อนเป็นเวลานานเกินความเหมาะสม อาจทำให้

  • คุณลักษณะของยาเปลี่ยน

  • กลิ่นเปลี่ยน

  • รสชาติเปลี่ยน

ดังนั้นการชงจึงต่างจากการต้มตรงที่ ใช้น้ำเดือดชงและพักไว้ช่วงสั้น ๆ โดยไม่ต้มสมุนไพรต่อบนไฟ


🔎 ยาต้มกับยาชงต่างกันอย่างไร?

ประเด็น 🫖 ยาต้ม 🍵 ยาชง
วิธีให้ความร้อน ตัวยาอยู่ในหม้อและต้มบนไฟ เทน้ำเดือดลงบนตัวยา
ระยะเวลาในเอกสาร ประมาณ 10–15 นาที ประมาณ 3–5 นาที
เครื่องยาที่เหมาะ ใช้ได้หลายส่วน รวมถึงส่วนแข็ง มักเหมาะกับส่วนที่สกัดได้ง่าย
การเตรียม ใช้เวลามากกว่า สะดวกและรวดเร็ว
จุดสำคัญ ระวังน้ำแห้งและยาไหม้ ไม่ควรแช่นานจนกลิ่นและรสเปลี่ยน

💡 PikadThai Analysis — ทำไมจึงมีวิธีปรุงยามากถึง 28 วิธี?

เมื่อมองทั้ง 28 วิธี จะเห็นว่าการแพทย์แผนไทยไม่ได้กำหนดให้สมุนไพรทุกชนิดถูกเตรียมเหมือนกัน

ความแตกต่างของกรรมวิธีสัมพันธ์กับ

  • ลักษณะของตัวยา — สด แห้ง แข็ง อ่อน หรือมีสารระเหย

  • สิ่งที่ต้องการสกัดออกมา — น้ำ น้ำมัน ไอ กลิ่น หรือสารจากการแปรสภาพด้วยความร้อน

  • รูปแบบที่ต้องการใช้ — ผง เม็ด น้ำมัน ยาทา ยาพอก ฯลฯ

  • ช่องทางการใช้ยา — รับประทาน สูดดม ทาภายนอก ประคบ เหน็บ หรือสวน

ดังนั้นคำว่า “การปรุงยา” ในเภสัชกรรมไทยจึงมีความหมายกว้างกว่าการนำตัวยาหลายชนิดมาผสมกัน แต่รวมถึง กรรมวิธีที่เปลี่ยนตัวยาให้เหมาะสมกับการนำไปใช้รักษา


📌 จุดที่ควรจำ

28 วิธี ไม่ใช่ 28 ตำรับยา แต่คือ 28 ลักษณะของกรรมวิธีและรูปแบบการปรุง/การใช้ยา

จำแกนใหญ่ให้ได้ว่า

เตรียมตัวยา → แปรสภาพ → ทำเป็นรูปแบบยา → นำไปใช้ตามวิธีที่กำหนด

และสองรูปแบบพื้นฐานที่ควรแยกให้ชัดคือ

ยาต้ม = ต้มสมุนไพรกับน้ำบนไฟ
ยาชง = ใช้น้ำเดือดชงสมุนไพรช่วงเวลาสั้น ๆ


หมายเหตุการตรวจสอบข้อมูล: จำนวน 28 วิธี ตรงกับข้อความในภาพเอกสารที่ใช้จัดทำเนื้อหานี้ และสอดคล้องกับเอกสารวิชาการ/หลักสูตรด้านการแพทย์แผนไทยที่ระบุการปรุงยาตามหลักการปรุงยาแผนโบราณ 28 วิธีเช่นเดียวกัน