🌺 กระเจี๊ยบแดง
สมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐาน
กระเจี๊ยบแดง เป็นสมุนไพรที่ใช้ กลีบเลี้ยงและกลีบรองดอก เป็นยา โดยในองค์ความรู้สมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐาน ระบุว่ามี รสเปรี้ยว และใช้เป็น ยากัดเสมหะ พร้อมทั้งมีวิธีใช้สำหรับอาการขัดเบา
🌿 ชื่อท้องถิ่น
กระเจี๊ยบแดงมีชื่อเรียกแตกต่างกันตามท้องถิ่น ได้แก่
-
กระเจี๊ยบ
-
กระเจี๊ยบเปรี้ยว — ภาคกลาง
-
ผักเก็งเค็ง
-
ส้มเก็งเค็ง — ภาคเหนือ
-
ส้มตะเลงเครง — ตาก
-
ส้มปู — กะเหรี่ยง–แม่ฮ่องสอน
🔎 ลักษณะของพืช
กระเจี๊ยบแดงเป็น ไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ 3–6 ศอก
ลักษณะสำคัญ ได้แก่
-
ลำต้นและกิ่งก้านมีสีม่วงแดง
-
ใบมีหลายรูปแบบ
-
ขอบใบเรียบ
-
บางครั้งใบหยักเป็น 3 หยัก
-
ดอกมีสีชมพู
-
บริเวณตรงกลางดอกมีสีเข้มกว่าส่วนอื่น
-
เมื่อดอกร่วง กลีบรองดอกและกลีบเลี้ยงจะเจริญขึ้น
-
กลีบดังกล่าวมีสีม่วงแดง
-
ภายในหุ้มเมล็ดไว้
🌱 ส่วนที่ใช้เป็นยา
ใช้
กลีบเลี้ยงและกลีบรองดอก
🧺 ช่วงเวลาที่เก็บเป็นยา
ตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงช่วงเก็บเกี่ยว ใช้เวลาประมาณ
4–4½ เดือน
👅 รสและสรรพคุณยาไทย
กลีบรองดอก กลีบเลี้ยง และใบ มี
รสเปรี้ยว
สรรพคุณตามตำรา ได้แก่
-
ใช้เป็น ยากัดเสมหะ
💚 วิธีใช้กระเจี๊ยบแดง
1. 🚽 อาการขัดเบา
ส่วนที่ใช้
กลีบเลี้ยง หรือกลีบรองดอกสีม่วงแดง
วิธีเตรียม
-
นำกลีบเลี้ยงหรือกลีบรองดอกมาตากให้แห้ง
-
บดให้เป็นผง
ปริมาณที่ใช้
ใช้ผงกระเจี๊ยบแดง
ครั้งละ 1 ช้อนชา
หรือประมาณ 3 กรัม
วิธีรับประทาน
-
นำผงกระเจี๊ยบแดงชงกับน้ำเดือด 1 ถ้วย
-
ปริมาณน้ำประมาณ 250 มิลลิลิตร
-
ดื่มเฉพาะน้ำสีแดงที่ได้
ความถี่
วันละ 3 ครั้ง
ให้ใช้ ติดต่อกันทุกวันจนกว่าอาการขัดเบาจะหาย
📌 สรุปการใช้กระเจี๊ยบแดง
🚽 ขัดเบา
กลีบเลี้ยง/กลีบรองดอก → ตากแห้ง → บดเป็นผง
ใช้ครั้งละ
1 ช้อนชา หรือประมาณ 3 กรัม
ชงกับน้ำเดือด
1 ถ้วย หรือประมาณ 250 มิลลิลิตร
ดื่มเฉพาะน้ำสีแดง
วันละ 3 ครั้ง
ใช้ติดต่อกันจนกว่าอาการจะดีขึ้น
🧠 PikadThai Tip
จำกระเจี๊ยบแดงเป็นชุด
🌺 ใช้กลีบเลี้ยง + กลีบรองดอก
🍋 รสเปรี้ยว
🌿 กัดเสมหะ
🚽 ใช้แก้ขัดเบา
สูตรจำสั้น ๆ
“กระเจี๊ยบแดง เปรี้ยว–กัดเสมหะ–ขัดเบา ใช้กลีบดอก”
⚠️ หมายเหตุ
เนื้อหานี้เรียบเรียงจากข้อมูลหัวข้อ สมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐาน ตามต้นฉบับที่ใช้ประกอบการศึกษา โดยปรับโครงสร้างและภาษาให้อ่านง่ายขึ้น แต่ยังคงสาระสำคัญเกี่ยวกับชื่อท้องถิ่น ลักษณะพืช ส่วนที่ใช้ ช่วงเวลาที่เก็บ รสและสรรพคุณ และวิธีใช้ตามต้นฉบับ
ข้อมูลดังกล่าวจัดทำเพื่อการศึกษาองค์ความรู้ด้านสมุนไพรและการแพทย์แผนไทย การนำไปใช้จริงควรพิจารณาความเหมาะสมของแต่ละบุคคล หากอาการรุนแรง เรื้อรัง หรือไม่ดีขึ้น ควรได้รับการประเมินจากผู้ประกอบวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง
สมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐาน