BOTANICAL PROFILE
อ้อยช้าง
Lannea coromandelica (Houtt.) Merr. | วงศ์ Anacardiaceae (วงศ์มะม่วง) | ชื่อพ้องสำคัญ Dialium coromandelinum Houtt., Lannea grandis (Dennst.) Engl., Odina wodier Roxb.
OVERVIEW
รายละเอียดเบื้องต้น
อ้อยช้างเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลางถึงใหญ่ สูงประมาณ 7–17 เมตร ลำต้นค่อนข้างตรง เรือนยอดโปร่ง มีกิ่งก้านไม่หนาแน่นมากนัก เปลือกต้นมีสีเทาถึงเทาอมเขียว ผิวค่อนข้างเรียบหรือแตกเป็นสะเก็ดตามอายุ เปลือกด้านในมีสีชมพูและอาจพบยางเหนียว กิ่งอ่อนมีขนละเอียดลักษณะคล้ายรูปดาวปกคลุม และมีรอยแผลใบปรากฏบริเวณกิ่งเมื่อใบร่วง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงเวียนสลับ มักรวมกันบริเวณปลายกิ่ง ใบประกอบมีความยาวประมาณ 12–30 เซนติเมตร ประกอบด้วยใบย่อยหลายคู่และใบย่อยปลายสุด ใบย่อยรูปไข่ถึงรูปขอบขนาน โคนใบอาจเบี้ยวเล็กน้อย ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้ม ส่วนด้านล่างสีอ่อนกว่า ในช่วงฤดูแล้งต้นจะผลัดใบก่อนออกดอกหรือในระหว่างการออกดอก ดอกออกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่ง โดยมักออกดอกในช่วงที่ต้นไม่มีใบหรือเริ่มผลัดใบ ช่อดอกมีลักษณะเป็นช่อแยกแขนง ดอกย่อยขนาดเล็กสีเหลืองอ่อนหรือเหลืองแกมเขียว บางดอกมีแต้มม่วงแดง เป็นพืชที่มีดอกเพศผู้และดอกเพศเมียแยกต้น ผลเป็นผลสดเมล็ดเดียวแข็ง รูปไข่หรือรูปรี ขนาดเล็ก เมื่อแก่มีสีเหลืองถึงแดงอมม่วง ภายในมีเมล็ดหนึ่งเมล็ดหุ้มด้วยชั้นผลแข็ง อ้อยช้างพบตามป่าผลัดใบ ป่าเบญจพรรณ และบริเวณป่าเขตร้อนที่มีฤดูแล้ง มีการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติในประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง รวมถึงอนุทวีปอินเดียและจีนตอนใต้ ลักษณะเด่นในการจำแนกคือ ลำต้นสีเทา ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ที่รวมกันบริเวณปลายกิ่ง และช่อดอกสีเหลืองอ่อนที่มักปรากฏในช่วงผลัดใบ
MAIN PROPERTIES
สรรพคุณและรายละเอียด
🌿 อ้อยช้าง
สมุนไพรไม้ยืนต้นในวงศ์มะม่วง มีแก่นรสหวานน้อย ตามตำราใช้ทำให้ชุ่มคอ แก้เสมหะเหนียว แก้กระหายน้ำ และทำให้จิตใจชื่นบาน
อ้อยช้างเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลางถึงใหญ่ พบในป่าธรรมชาติของประเทศไทย มีชื่อพื้นเมืองหลายชื่อ เช่น กุ๊ก กอกกั๋น และตะคร้ำ จัดอยู่ในวงศ์ Anacardiaceae หรือวงศ์มะม่วง
ตำราเภสัชกรรมไทยกล่าวถึงอ้อยช้างในกลุ่มพืชวัตถุจำพวกต้น โดยระบุการใช้แก่นเป็นยา มีรสหวานน้อย และมีสรรพคุณเกี่ยวกับการทำให้ชุ่มคอ เสมหะ กระหายน้ำ และทำให้จิตใจชื่นบานตามแนวคิดแพทย์แผนไทย
🌱 ส่วนที่ใช้เป็นยา
แก่น
หมายถึงเนื้อไม้ส่วนในของลำต้นหรือกิ่งที่มีการพัฒนาเป็นแก่นไม้แล้ว
ตำราต้นฉบับระบุเฉพาะแก่นเป็นส่วนที่ใช้สำหรับสรรพคุณดังกล่าว ไม่ได้ระบุการใช้เปลือกต้น ใบ ดอก ผล หรือราก จึงไม่ควรเพิ่มเติมส่วนที่ใช้เป็นยาเอง
🍃 รสยา
รสหวานน้อย
เป็นรสยาที่ตำราเภสัชกรรมไทยระบุสำหรับแก่นอ้อยช้างโดยตรง
ในการศึกษารสยาควรรักษาคำว่า “หวานน้อย” ตามต้นฉบับ ไม่เปลี่ยนเป็นรสหวานจัดหรือรสหวานชุ่มคอโดยพลการ
💊 สรรพคุณตามตำราเภสัชกรรมไทย
🌳 แก่น
รสหวานน้อย
ตำราระบุสรรพคุณดังนี้
-
ทำให้ชุ่มคอ
-
แก้เสมหะเหนียว
-
แก้กระหายน้ำ
-
ทำให้จิตใจชื่นบาน
ที่มา: ตำราเภสัชกรรมไทย หน้า ๕๗ ตามภาพต้นฉบับ
🫖 วิธีใช้ตามตำรา
ตำราต้นฉบับหน้า ๕๗ ไม่ได้ระบุกรรมวิธีเตรียมยา ขนาดรับประทาน หรือวิธีใช้แก่นอ้อยช้างอย่างชัดเจน
จึงไม่ควรกำหนดวิธีต้ม วิธีฝน ปริมาณยา หรือความถี่ในการใช้เพิ่มเติมโดยไม่มีตำรับหรือเอกสารอ้างอิงโดยตรง
📜 ข้อสังเกตจากตำราต้นฉบับ
อ้อยช้างเป็นสมุนไพรที่ตำราเน้นการใช้ แก่นเพียงส่วนเดียว และระบุรสยาว่า “หวานน้อย”
สรรพคุณที่กล่าวถึงสามารถจัดกลุ่มเพื่อการศึกษาได้เป็นสองลักษณะ ได้แก่ กลุ่มอาการเกี่ยวกับลำคอและความกระหายน้ำ คือ ทำให้ชุ่มคอ แก้เสมหะเหนียว และแก้กระหายน้ำ ส่วนอีกลักษณะหนึ่งคือการทำให้จิตใจชื่นบาน
อย่างไรก็ตาม การจัดกลุ่มดังกล่าวเป็นเพียงเทคนิคช่วยทำความเข้าใจ ไม่ใช่การเพิ่มเติมข้อบ่งใช้หรือฤทธิ์ทางเภสัชวิทยานอกเหนือจากตำรา
💡 คำแนะนำจากพิกัดไทย
สำหรับนักศึกษาเภสัชกรรมไทย ควรจดจำอ้อยช้างโดยเชื่อมโยงข้อมูลสำคัญดังนี้
ส่วนที่ใช้: แก่น
รสยา: หวานน้อย
สรรพคุณ: ชุ่มคอ แก้เสมหะเหนียว แก้กระหายน้ำ และทำให้จิตใจชื่นบาน
ข้อควรจำคือ อ้อยช้างไม่ใช่พืชชนิดเดียวกับอ้อยแดง แม้จะมีชื่อคล้ายกันก็ตาม
อ้อยช้างเป็นไม้ยืนต้นในวงศ์มะม่วง ส่วนอ้อยแดงเป็นพืชในวงศ์หญ้า และมีส่วนที่ใช้ รสยา ตลอดจนสรรพคุณตามตำราแตกต่างกัน
⭐ ข้อสังเกตสำคัญ
คำว่า “ทำให้จิตใจชื่นบาน” เป็นถ้อยคำตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ไม่ได้หมายความว่าแก่นอ้อยช้างได้รับการพิสูจน์ว่ามีฤทธิ์รักษาภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล หรือความผิดปกติทางจิตเวช
เช่นเดียวกัน คำว่า “ทำให้ชุ่มคอ” และ “แก้เสมหะเหนียว” ยังไม่สามารถนำไปสรุปว่าเป็นยาขับเสมหะที่ผ่านการพิสูจน์ทางคลินิกแล้ว
🧠 จุดจำง่าย
“อ้อยช้าง แก่นหวานน้อย — ชุ่มคอ เสมหะคลาย หายกระหาย ใจชื่นบาน”
เป็นคำช่วยจำที่เรียบเรียงจากสรรพคุณตามตำรา โดยคำว่า “เสมหะคลาย” และ “หายกระหาย” ใช้เพื่อช่วยจำข้อความ “แก้เสมหะเหนียว” และ “แก้กระหายน้ำ” เท่านั้น
📚 ศัพท์น่ารู้
แก่น: เนื้อไม้ส่วนในของลำต้นหรือกิ่ง โดยทั่วไปเป็นเนื้อไม้ที่พัฒนาจากเนื้อไม้ชั้นนอกเดิมเมื่อพืชมีอายุมากขึ้น ความแตกต่างระหว่างแก่นกับกระพี้อาจมีความสำคัญในการเลือกส่วนที่ใช้เป็นยาตามตำรา
รสหวานน้อย: การจำแนกรสยาตามหลักเภสัชกรรมไทย หมายถึงรสหวานที่ไม่เด่นจัดตามลักษณะของวัตถุดิบ ไม่ได้หมายความว่าพืชชนิดนั้นมีน้ำตาลต่ำในทางโภชนาการหรือสามารถใช้ในผู้ป่วยเบาหวานได้อย่างปลอดภัย
เสมหะเหนียว: ในทางอาการหมายถึงเสมหะที่มีความข้นเหนียว แต่คำว่าเสมหะในศาสตร์แพทย์แผนไทยมีความหมายกว้างกว่าสารคัดหลั่งในทางเดินหายใจ และเกี่ยวข้องกับทฤษฎีสมุฏฐานของร่างกาย
กระหายน้ำ: ความรู้สึกต้องการดื่มน้ำ ในทางการแพทย์ปัจจุบันอาจสัมพันธ์กับภาวะขาดน้ำ ระดับน้ำตาลในเลือดสูง การใช้ยาบางชนิด หรือโรคอื่น ๆ จึงต้องพิจารณาสาเหตุประกอบ
จิตใจชื่นบาน: ถ้อยคำดั้งเดิมที่สื่อถึงความสดชื่นหรือความเบิกบานตามบริบทของตำรา ไม่ใช่ศัพท์วินิจฉัยโรคทางจิตเวช
⚠️ ข้อควรระวัง / ข้อห้ามใช้
ตำราต้นฉบับไม่ได้ระบุขนาดยา ข้อห้ามใช้ หรือข้อมูลความเป็นพิษของแก่นอ้อยช้าง จึงไม่ควรนำมาต้มดื่มหรือปรุงยารับประทานด้วยตนเองโดยไม่มีข้อมูลความปลอดภัยเพียงพอ ผู้ที่มีโรคประจำตัว ผู้ใช้ยาต่อเนื่อง หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร และเด็ก ควรหลีกเลี่ยงการใช้โดยไม่ได้รับคำแนะนำจากผู้ประกอบวิชาชีพที่มีความรู้ด้านสมุนไพรชนิดนี้ นอกจากนี้ อ้อยช้างอยู่ในวงศ์เดียวกับมะม่วงและมะม่วงหิมพานต์ ผู้ที่เคยแพ้พืชในวงศ์ดังกล่าวควรระมัดระวังเป็นพิเศษ แม้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่ามีปฏิกิริยาแพ้ข้ามชนิดกันเสมอไป
🩺 ข้อมูลความปลอดภัยสมัยใหม่
Lannea coromandelica เป็นพืชที่มีรายงานการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีและฤทธิ์ทางชีวภาพจากสารสกัดบางส่วนของพืช อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาระดับห้องปฏิบัติการหรือในสัตว์ทดลองไม่สามารถใช้ยืนยันประสิทธิผลและความปลอดภัยของแก่นอ้อยช้างในมนุษย์ได้โดยตรง
ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอที่จะกำหนดขนาดการใช้แก่นอ้อยช้างสำหรับรักษาอาการเสมหะเหนียว กระหายน้ำ หรือใช้เพื่อปรับสภาวะอารมณ์ได้อย่างปลอดภัย
ควรแยกข้อมูลสรรพคุณตามตำราออกจากหลักฐานทางเภสัชวิทยาสมัยใหม่ และไม่นำผลการศึกษาจากส่วนอื่นของพืชมาอ้างเป็นฤทธิ์ของแก่นโดยอัตโนมัติ
🌳 จุดสังเกตทางพฤกษศาสตร์
อ้อยช้างเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบ สูงได้ประมาณ 7–17 เมตร ลำต้นมีเปลือกสีเทาถึงเทาอมเขียว เรือนยอดค่อนข้างโปร่ง กิ่งอ่อนมีขนละเอียดปกคลุม
ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ มีใบย่อยหลายใบเรียงตามแกนกลาง ใบย่อยรูปไข่ถึงรูปขอบขนาน มักรวมกันอยู่บริเวณปลายกิ่ง
ดอกออกเป็นช่อสีเหลืองอ่อนหรือเหลืองแกมเขียว โดยมักพบในช่วงที่ต้นผลัดใบ ผลเป็นผลสดขนาดเล็ก รูปไข่หรือรูปรี มีเมล็ดเดียวและมีชั้นผลด้านในแข็ง
ลักษณะเด่นที่ควรจดจำคือ เปลือกสีเทา ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ และช่อดอกที่ออกในช่วงผลัดใบ
🔎 หมายเหตุด้านการจำแนก
ชนิดพืชอ้างอิงของอ้อยช้างคือ Lannea coromandelica (Houtt.) Merr. วงศ์ Anacardiaceae ซึ่งได้รับการยอมรับในฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์สากลและมีชื่อพื้นเมืองว่า กุ๊ก กอกกั๋น และตะคร้ำ
อย่างไรก็ตาม ชื่อ “อ้อยช้าง” อาจถูกใช้เรียกพืชอื่นในบางท้องถิ่น เช่น ชะเอมไทย (Albizia myriophylla) จึงควรตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตร์และลักษณะพรรณไม้ก่อนนำไปใช้อ้างอิง
สำหรับข้อมูลชุดนี้เลือกใช้ Lannea coromandelica เป็นชนิดอ้างอิงที่สอดคล้องกับคำบรรยายว่าเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ แต่ยังไม่ได้ยืนยันจากตัวอย่างพรรณไม้ที่ใช้จัดทำตำราต้นฉบับโดยตรง
📝 หมายเหตุเพื่อการศึกษา
ข้อมูลส่วนที่ใช้เป็นยา รสยา และสรรพคุณ อ้างอิงจากภาพตำราเภสัชกรรมไทยหน้า ๕๗ โดยตรง
ข้อมูลด้านอนุกรมวิธานและพฤกษศาสตร์ใช้อ้างอิงจากฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew และฐานข้อมูลพรรณไม้ของหน่วยงานวิชาการไทย
เนื้อหานี้จัดทำเพื่อการเรียนรู้ เผยแพร่ และอนุรักษ์องค์ความรู้ด้านเภสัชกรรมไทย ไม่ใช่คำแนะนำในการวินิจฉัยหรือรักษาโรคด้วยตนเอง
PikadThai.com — Connecting Knowledge. Empowering Thai Traditional Medicine.
🌿 อ้อยช้าง
สมุนไพรไม้ยืนต้นในวงศ์มะม่วง มีแก่นรสหวานน้อย ตามตำราใช้ทำให้ชุ่มคอ แก้เสมหะเหนียว แก้กระหายน้ำ และทำให้จิตใจชื่นบาน
อ้อยช้างเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลางถึงใหญ่ พบในป่าธรรมชาติของประเทศไทย มีชื่อพื้นเมืองหลายชื่อ เช่น กุ๊ก กอกกั๋น และตะคร้ำ จัดอยู่ในวงศ์ Anacardiaceae หรือวงศ์มะม่วง
ตำราเภสัชกรรมไทยกล่าวถึงอ้อยช้างในกลุ่มพืชวัตถุจำพวกต้น โดยระบุการใช้แก่นเป็นยา มีรสหวานน้อย และมีสรรพคุณเกี่ยวกับการทำให้ชุ่มคอ เสมหะ กระหายน้ำ และทำให้จิตใจชื่นบานตามแนวคิดแพทย์แผนไทย
🌱 ส่วนที่ใช้เป็นยา
แก่น
หมายถึงเนื้อไม้ส่วนในของลำต้นหรือกิ่งที่มีการพัฒนาเป็นแก่นไม้แล้ว
ตำราต้นฉบับระบุเฉพาะแก่นเป็นส่วนที่ใช้สำหรับสรรพคุณดังกล่าว ไม่ได้ระบุการใช้เปลือกต้น ใบ ดอก ผล หรือราก จึงไม่ควรเพิ่มเติมส่วนที่ใช้เป็นยาเอง
🍃 รสยา
รสหวานน้อย
เป็นรสยาที่ตำราเภสัชกรรมไทยระบุสำหรับแก่นอ้อยช้างโดยตรง
ในการศึกษารสยาควรรักษาคำว่า “หวานน้อย” ตามต้นฉบับ ไม่เปลี่ยนเป็นรสหวานจัดหรือรสหวานชุ่มคอโดยพลการ
💊 สรรพคุณตามตำราเภสัชกรรมไทย
🌳 แก่น
รสหวานน้อย
ตำราระบุสรรพคุณดังนี้
-
ทำให้ชุ่มคอ
-
แก้เสมหะเหนียว
-
แก้กระหายน้ำ
-
ทำให้จิตใจชื่นบาน
ที่มา: ตำราเภสัชกรรมไทย หน้า ๕๗ ตามภาพต้นฉบับ
🫖 วิธีใช้ตามตำรา
ตำราต้นฉบับหน้า ๕๗ ไม่ได้ระบุกรรมวิธีเตรียมยา ขนาดรับประทาน หรือวิธีใช้แก่นอ้อยช้างอย่างชัดเจน
จึงไม่ควรกำหนดวิธีต้ม วิธีฝน ปริมาณยา หรือความถี่ในการใช้เพิ่มเติมโดยไม่มีตำรับหรือเอกสารอ้างอิงโดยตรง
📜 ข้อสังเกตจากตำราต้นฉบับ
อ้อยช้างเป็นสมุนไพรที่ตำราเน้นการใช้ แก่นเพียงส่วนเดียว และระบุรสยาว่า “หวานน้อย”
สรรพคุณที่กล่าวถึงสามารถจัดกลุ่มเพื่อการศึกษาได้เป็นสองลักษณะ ได้แก่ กลุ่มอาการเกี่ยวกับลำคอและความกระหายน้ำ คือ ทำให้ชุ่มคอ แก้เสมหะเหนียว และแก้กระหายน้ำ ส่วนอีกลักษณะหนึ่งคือการทำให้จิตใจชื่นบาน
อย่างไรก็ตาม การจัดกลุ่มดังกล่าวเป็นเพียงเทคนิคช่วยทำความเข้าใจ ไม่ใช่การเพิ่มเติมข้อบ่งใช้หรือฤทธิ์ทางเภสัชวิทยานอกเหนือจากตำรา
💡 คำแนะนำจากพิกัดไทย
สำหรับนักศึกษาเภสัชกรรมไทย ควรจดจำอ้อยช้างโดยเชื่อมโยงข้อมูลสำคัญดังนี้
ส่วนที่ใช้: แก่น
รสยา: หวานน้อย
สรรพคุณ: ชุ่มคอ แก้เสมหะเหนียว แก้กระหายน้ำ และทำให้จิตใจชื่นบาน
ข้อควรจำคือ อ้อยช้างไม่ใช่พืชชนิดเดียวกับอ้อยแดง แม้จะมีชื่อคล้ายกันก็ตาม
อ้อยช้างเป็นไม้ยืนต้นในวงศ์มะม่วง ส่วนอ้อยแดงเป็นพืชในวงศ์หญ้า และมีส่วนที่ใช้ รสยา ตลอดจนสรรพคุณตามตำราแตกต่างกัน
⭐ ข้อสังเกตสำคัญ
คำว่า “ทำให้จิตใจชื่นบาน” เป็นถ้อยคำตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ไม่ได้หมายความว่าแก่นอ้อยช้างได้รับการพิสูจน์ว่ามีฤทธิ์รักษาภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล หรือความผิดปกติทางจิตเวช
เช่นเดียวกัน คำว่า “ทำให้ชุ่มคอ” และ “แก้เสมหะเหนียว” ยังไม่สามารถนำไปสรุปว่าเป็นยาขับเสมหะที่ผ่านการพิสูจน์ทางคลินิกแล้ว
🧠 จุดจำง่าย
“อ้อยช้าง แก่นหวานน้อย — ชุ่มคอ เสมหะคลาย หายกระหาย ใจชื่นบาน”
เป็นคำช่วยจำที่เรียบเรียงจากสรรพคุณตามตำรา โดยคำว่า “เสมหะคลาย” และ “หายกระหาย” ใช้เพื่อช่วยจำข้อความ “แก้เสมหะเหนียว” และ “แก้กระหายน้ำ” เท่านั้น
📚 ศัพท์น่ารู้
แก่น: เนื้อไม้ส่วนในของลำต้นหรือกิ่ง โดยทั่วไปเป็นเนื้อไม้ที่พัฒนาจากเนื้อไม้ชั้นนอกเดิมเมื่อพืชมีอายุมากขึ้น ความแตกต่างระหว่างแก่นกับกระพี้อาจมีความสำคัญในการเลือกส่วนที่ใช้เป็นยาตามตำรา
รสหวานน้อย: การจำแนกรสยาตามหลักเภสัชกรรมไทย หมายถึงรสหวานที่ไม่เด่นจัดตามลักษณะของวัตถุดิบ ไม่ได้หมายความว่าพืชชนิดนั้นมีน้ำตาลต่ำในทางโภชนาการหรือสามารถใช้ในผู้ป่วยเบาหวานได้อย่างปลอดภัย
เสมหะเหนียว: ในทางอาการหมายถึงเสมหะที่มีความข้นเหนียว แต่คำว่าเสมหะในศาสตร์แพทย์แผนไทยมีความหมายกว้างกว่าสารคัดหลั่งในทางเดินหายใจ และเกี่ยวข้องกับทฤษฎีสมุฏฐานของร่างกาย
กระหายน้ำ: ความรู้สึกต้องการดื่มน้ำ ในทางการแพทย์ปัจจุบันอาจสัมพันธ์กับภาวะขาดน้ำ ระดับน้ำตาลในเลือดสูง การใช้ยาบางชนิด หรือโรคอื่น ๆ จึงต้องพิจารณาสาเหตุประกอบ
จิตใจชื่นบาน: ถ้อยคำดั้งเดิมที่สื่อถึงความสดชื่นหรือความเบิกบานตามบริบทของตำรา ไม่ใช่ศัพท์วินิจฉัยโรคทางจิตเวช
🩺 ข้อมูลความปลอดภัยสมัยใหม่
Lannea coromandelica เป็นพืชที่มีรายงานการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีและฤทธิ์ทางชีวภาพจากสารสกัดบางส่วนของพืช อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาระดับห้องปฏิบัติการหรือในสัตว์ทดลองไม่สามารถใช้ยืนยันประสิทธิผลและความปลอดภัยของแก่นอ้อยช้างในมนุษย์ได้โดยตรง
ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอที่จะกำหนดขนาดการใช้แก่นอ้อยช้างสำหรับรักษาอาการเสมหะเหนียว กระหายน้ำ หรือใช้เพื่อปรับสภาวะอารมณ์ได้อย่างปลอดภัย
ควรแยกข้อมูลสรรพคุณตามตำราออกจากหลักฐานทางเภสัชวิทยาสมัยใหม่ และไม่นำผลการศึกษาจากส่วนอื่นของพืชมาอ้างเป็นฤทธิ์ของแก่นโดยอัตโนมัติ
🌳 จุดสังเกตทางพฤกษศาสตร์
อ้อยช้างเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบ สูงได้ประมาณ 7–17 เมตร ลำต้นมีเปลือกสีเทาถึงเทาอมเขียว เรือนยอดค่อนข้างโปร่ง กิ่งอ่อนมีขนละเอียดปกคลุม
ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ มีใบย่อยหลายใบเรียงตามแกนกลาง ใบย่อยรูปไข่ถึงรูปขอบขนาน มักรวมกันอยู่บริเวณปลายกิ่ง
ดอกออกเป็นช่อสีเหลืองอ่อนหรือเหลืองแกมเขียว โดยมักพบในช่วงที่ต้นผลัดใบ ผลเป็นผลสดขนาดเล็ก รูปไข่หรือรูปรี มีเมล็ดเดียวและมีชั้นผลด้านในแข็ง
ลักษณะเด่นที่ควรจดจำคือ เปลือกสีเทา ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ และช่อดอกที่ออกในช่วงผลัดใบ
🔎 หมายเหตุด้านการจำแนก
ชนิดพืชอ้างอิงของอ้อยช้างคือ Lannea coromandelica (Houtt.) Merr. วงศ์ Anacardiaceae ซึ่งได้รับการยอมรับในฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์สากลและมีชื่อพื้นเมืองว่า กุ๊ก กอกกั๋น และตะคร้ำ
อย่างไรก็ตาม ชื่อ “อ้อยช้าง” อาจถูกใช้เรียกพืชอื่นในบางท้องถิ่น เช่น ชะเอมไทย (Albizia myriophylla) จึงควรตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตร์และลักษณะพรรณไม้ก่อนนำไปใช้อ้างอิง
สำหรับข้อมูลชุดนี้เลือกใช้ Lannea coromandelica เป็นชนิดอ้างอิงที่สอดคล้องกับคำบรรยายว่าเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ แต่ยังไม่ได้ยืนยันจากตัวอย่างพรรณไม้ที่ใช้จัดทำตำราต้นฉบับโดยตรง
📝 หมายเหตุเพื่อการศึกษา
ข้อมูลส่วนที่ใช้เป็นยา รสยา และสรรพคุณ อ้างอิงจากภาพตำราเภสัชกรรมไทยหน้า ๕๗ โดยตรง
ข้อมูลด้านอนุกรมวิธานและพฤกษศาสตร์ใช้อ้างอิงจากฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew และฐานข้อมูลพรรณไม้ของหน่วยงานวิชาการไทย
เนื้อหานี้จัดทำเพื่อการเรียนรู้ เผยแพร่ และอนุรักษ์องค์ความรู้ด้านเภสัชกรรมไทย ไม่ใช่คำแนะนำในการวินิจฉัยหรือรักษาโรคด้วยตนเอง
PikadThai.com — Connecting Knowledge. Empowering Thai Traditional Medicine.