BOTANICAL PROFILE
สะแก
Combretum quadrangulare Kurz | วงศ์ Combretaceae (วงศ์สมอ) | ชื่อพ้องสำคัญ: Combretum attenuatum Wall. (ชื่อที่เผยแพร่โดยไม่มีคำบรรยายที่ถูกต้องตามหลักการตั้งชื่อพฤกษศาสตร์ หรือ nomen nudum)
OVERVIEW
รายละเอียดเบื้องต้น
สะแก หรือสะแกนา เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลางในวงศ์สมอ มีความสูงประมาณ 5–15 เมตร และอาจสูงได้ถึง 20 เมตร พบตามป่าโปร่ง ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ริมลำธาร และพื้นที่ชุ่มน้ำทั่วไปในประเทศไทย ลำต้นมีเปลือกสีเทานวลถึงน้ำตาลเทา ผิวค่อนข้างเรียบ กิ่งอ่อนมีลักษณะเป็นสันสี่เหลี่ยมและมีเกล็ดละเอียดปกคลุม ต้นที่มีอายุมากอาจพบกิ่งที่เปลี่ยนรูปเป็นหนามแข็งบริเวณโคนต้น ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่กลับถึงรูปขอบขนาน ปลายใบมนหรือเว้าบุ๋มเล็กน้อย ขอบใบเรียบ ผิวใบมีเกล็ดละเอียดสีเงิน ดอกมีขนาดเล็ก สีขาวอมเหลือง ออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายกิ่ง ผลเป็นผลแห้งขนาดเล็ก มีสันหรือปีกตามยาวโดยทั่วไป 4 ปีก เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ภายในมีเมล็ด ลักษณะเด่นที่ช่วยจำแนกคือกิ่งอ่อนเป็นเหลี่ยมสี่มุม ใบเรียงตรงข้าม และผลมีปีกเด่นชัด สะแกเป็นสมุนไพรที่ตำราเภสัชกรรมไทยบันทึกการใช้เมล็ดในและเครื่องยาใช้ทั้ง 5 โดยเฉพาะสรรพคุณเกี่ยวกับพยาธิในลำไส้
MAIN PROPERTIES
สรรพคุณและรายละเอียด
🌿 สะแก
สะแก หรือสะแกนา เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลางในวงศ์สมอ ลำต้นมีเปลือกสีเทานวล กิ่งอ่อนเป็นเหลี่ยมสี่มุม ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่กลับถึงรูปขอบขนาน ดอกขนาดเล็กสีขาวอมเหลืองออกเป็นช่อ ผลแห้งมีปีกตามยาวโดยทั่วไป 4 ปีก เมื่อแก่มีสีน้ำตาล ตามตำราเภสัชกรรมไทยใช้เมล็ดในและส่วนที่เรียกว่า “ใช้ทั้ง 5” เป็นยา มีรสเมาเบื่อ โดยบันทึกสรรพคุณเกี่ยวกับการขับพยาธิและอาการตานขโมยในเด็ก
🌱 ส่วนที่ใช้เป็นยา
🫘 เมล็ดใน
🍃 รสยา: รสเมาเบื่อ
💊 สรรพคุณตามตำรา:
• ขับพยาธิเส้นด้าย
• ขับพยาธิไส้เดือน
🫖 วิธีใช้ตามตำรา
ตำราต้นฉบับไม่ได้ระบุวิธีเตรียมเมล็ดใน ปริมาณที่ใช้ หรือขนาดการรับประทานไว้โดยเฉพาะ จึงไม่ควรกำหนดวิธีใช้เพิ่มเติมจากข้อความต้นฉบับ
⚠️ แม้ตำราจะบันทึกสรรพคุณด้านการขับพยาธิ แต่ไม่ควรนำเมล็ดสะแกมาปรุงรับประทานเพื่อถ่ายพยาธิด้วยตนเอง โดยเฉพาะในเด็ก เนื่องจากยังมีข้อจำกัดด้านข้อมูลประสิทธิผลและความปลอดภัย
🌳 ใช้ทั้ง 5
🍃 รสยา: รสเมาเบื่อ
💊 สรรพคุณตามตำรา:
• เบื่อพยาธิไส้เดือน
• ขับพยาธิเส้นด้าย
• แก้เด็กเป็นตานขโมย
📜 อาการที่ตำราระบุประกอบกับตานขโมย:
• พุงโร
• ปวดท้อง
• อุจจาระสีขาว
• อุจจาระมีลักษณะหยาบ
• อุจจาระมีกลิ่นเหม็นคาว
ข้อความเกี่ยวกับพุงโร ปวดท้อง และลักษณะอุจจาระ เป็นการบรรยายอาการประกอบของกลุ่มโรคตานขโมยตามตำราโบราณ ไม่ใช่การระบุสรรพคุณของสมุนไพรแยกเป็นรายอาการทั้งหมด
🫖 วิธีใช้ตามตำรา
ตำราระบุให้ใช้ทั้ง 5 แต่ไม่ได้แจกแจงรายละเอียดหรือกรรมวิธีเตรียมยาไว้โดยเฉพาะ
ตามหลักเภสัชกรรมไทย คำว่า “ใช้ทั้ง 5” โดยทั่วไปหมายถึง ราก ต้น ใบ ดอก และผล ทั้งนี้ต้องตรวจสอบการระบุส่วนของพืชในตำรับที่นำไปใช้จริงประกอบด้วย
ตำราไม่ได้ระบุอัตราส่วนของแต่ละส่วน ปริมาณยา หรือขนาดการรับประทานที่ปลอดภัย
💡 คำแนะนำจากพิกัดไทย
สะแกเป็นสมุนไพรที่ตำราระบุรสยาและสรรพคุณไว้ 2 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ เมล็ดใน และการใช้ทั้ง 5 โดยทั้งสองกลุ่มมีรสเมาเบื่อเหมือนกัน แต่มีรายละเอียดสรรพคุณแตกต่างกัน
🫘 เมล็ดใน — รสเมาเบื่อ เน้นขับพยาธิเส้นด้ายและพยาธิไส้เดือน
🌳 ใช้ทั้ง 5 — รสเมาเบื่อ มีสรรพคุณเบื่อพยาธิไส้เดือน ขับพยาธิเส้นด้าย และแก้เด็กเป็นตานขโมยตามตำรา
👶 กลุ่มอาการตานขโมย — ตำราบันทึกอาการประกอบ เช่น พุงโร ปวดท้อง อุจจาระสีขาว หยาบ และเหม็นคาว
⭐ ข้อสังเกตสำคัญ
สะแกมีรสเมาเบื่อเหมือนกันทั้งสองรายการ และมีสรรพคุณเกี่ยวข้องกับพยาธิในลำไส้ร่วมกัน
ความแตกต่างคือ การใช้ทั้ง 5 มีการระบุถึงโรคตานขโมยในเด็กเพิ่มเติม โดยบรรยายอาการประกอบของโรคไว้ค่อนข้างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม การกล่าวถึงอาการเด็กในตำราไม่ได้เป็นหลักฐานยืนยันว่าการใช้สะแกในเด็กมีประสิทธิผลและปลอดภัยตามหลักการแพทย์ปัจจุบัน
🧠 จุดจำง่าย
“สะแก เมล็ดเมาเบื่อ ขับพยาธิ ใช้ทั้งห้าแก้ตานขโมย พุงโร ปวดท้อง ถ่ายขาวเหม็นคาว”
จำ 4 ประเด็นสำคัญ:
• 🌳 ลักษณะพืช — ไม้ยืนต้นขนาดกลาง กิ่งอ่อนสี่เหลี่ยม ผลมีปีก
• 🫘 เมล็ดใน — รสเมาเบื่อ ขับพยาธิเส้นด้ายและไส้เดือน
• 🌱 ใช้ทั้ง 5 — รสเมาเบื่อ เบื่อพยาธิ ขับพยาธิ และแก้ตานขโมย
• 👶 ตานขโมย — พุงโร ปวดท้อง อุจจาระสีขาว หยาบ เหม็นคาว
⭐ จุดจำพิเศษ: “สะแก รสเมาเบื่อ เด่นเรื่องพยาธิและตานขโมยตามตำรา”
📚 ศัพท์น่ารู้
🔹 รสเมาเบื่อ — การบรรยายรสยาในหลักเภสัชกรรมไทย ใช้กล่าวถึงคุณลักษณะของตัวยาที่มีลักษณะเมาและเบื่อร่วมกัน ไม่สามารถใช้รสยาเพียงอย่างเดียวกำหนดระดับความเป็นพิษหรือขนาดการใช้ที่ปลอดภัยได้
🔹 เมล็ดใน — ส่วนเนื้อเมล็ดที่อยู่ภายในผลหรือเปลือกหุ้มเมล็ด เป็นส่วนที่ต้องแยกให้ชัดเจนจากการใช้ผลทั้งผล โดยเฉพาะในการศึกษาส่วนที่ใช้เป็นยา
🔹 ใช้ทั้ง 5 — คำเรียกการใช้ส่วนของพืช 5 ส่วนตามหลักเภสัชกรรมไทย โดยทั่วไปประกอบด้วย ราก ต้น ใบ ดอก และผล ทั้งนี้ต้องพิจารณาการระบุส่วนใช้เฉพาะของตำรับและชนิดสมุนไพรนั้น ๆ
🔹 เบื่อพยาธิ — คำในตำรายาไทยที่กล่าวถึงการทำให้พยาธิได้รับผลจากตัวยาหรือถูกขับออกตามแนวคิดดั้งเดิม ไม่ได้ยืนยันประสิทธิผลในการกำจัดพยาธิทุกชนิดตามหลักปรสิตวิทยาสมัยใหม่
🔹 พยาธิเส้นด้าย — คำเรียกพยาธิลักษณะเล็กเรียวยาวในตำรายาไทย การนำไปเทียบกับชนิดพยาธิทางปรสิตวิทยาปัจจุบันต้องพิจารณาบริบท เนื่องจากการเรียกชื่อพยาธิในตำราโบราณอาจแตกต่างจากการจำแนกชนิดทางการแพทย์สมัยใหม่
🔹 พยาธิไส้เดือน — พยาธิตัวกลมที่อาศัยอยู่ในระบบทางเดินอาหาร โดยพยาธิไส้เดือนของมนุษย์ที่รู้จักกันในการแพทย์ปัจจุบัน ได้แก่ Ascaris lumbricoides
🔹 ตานขโมย — กลุ่มโรคในเด็กตามตำราแพทย์แผนไทย อาจมีอาการผอมซูบ ท้องป่อง ปวดท้อง การขับถ่ายผิดปกติ และอุจจาระมีกลิ่นเหม็นคาว โดยตำราโบราณอาจเชื่อมโยงกับพยาธิหรือการย่อยอาหารผิดปกติ ไม่ควรเทียบตรงกับโรคใดโรคหนึ่งในการแพทย์ปัจจุบัน
🔹 พุงโร — ถ้อยคำโบราณที่ปรากฏในการบรรยายลักษณะเด็กเป็นตานขโมย มีความเกี่ยวข้องกับลักษณะท้องป่องหรือท้องโตผิดสัดส่วนกับร่างกายที่ซูบผอมตามบริบทของโรค ไม่ใช่ชื่อโรคที่มีนิยามตรงตัวในการแพทย์ปัจจุบัน
🔹 อุจจาระสีขาว หยาบ เหม็นคาว — คำบรรยายลักษณะการขับถ่ายผิดปกติที่ปรากฏในตำรา โดยเฉพาะในกลุ่มอาการตานขโมย ไม่สามารถใช้ลักษณะอุจจาระเพียงอย่างเดียววินิจฉัยการติดพยาธิได้
🩺 ข้อมูลความปลอดภัยสมัยใหม่
🪱 1. การใช้เมล็ดสะแกเพื่อถ่ายพยาธิ
แม้จะมีรายงานการศึกษาฤทธิ์ขับพยาธิของสะแกนาในสัตว์ทดลองและสัตว์เลี้ยง แต่ยังไม่สามารถนำผลดังกล่าวมายืนยันประสิทธิผลในการรักษาการติดพยาธิในมนุษย์ได้โดยตรง
เอกสาร Plant Resources of South-East Asia (PROSEA) รายงานว่าการศึกษาการใช้สะแกในเด็กที่ติดพยาธิเส้นด้ายไม่พบประสิทธิผลที่ชัดเจนในขนาดที่ศึกษา และพบผลไม่พึงประสงค์เมื่อใช้ในขนาดสูง
ดังนั้น จึงไม่ควรนำเมล็ดสะแกมาปรุงเป็นยาถ่ายพยาธิด้วยตนเอง
👶 2. การใช้ในเด็ก
ไม่ควรใช้สะแกเพื่อรักษาอาการตานขโมยหรือถ่ายพยาธิในเด็กโดยไม่มีการประเมินจากแพทย์ เนื่องจากอาการท้องป่อง ผอม น้ำหนักลด และการขับถ่ายผิดปกติอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ภาวะโภชนาการผิดปกติ การติดพยาธิ หรือโรคของระบบทางเดินอาหาร
การรักษาควรเริ่มจากการตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง และเลือกใช้ยาที่มีข้อมูลประสิทธิผลและความปลอดภัยเหมาะสมกับอายุและน้ำหนักตัว
⚠️ 3. ผลไม่พึงประสงค์และความเป็นพิษ
มีรายงานอาการไม่พึงประสงค์ เช่น คลื่นไส้และมึนงงจากการศึกษาการใช้เมล็ดสะแก รวมทั้งการศึกษาพิษของสารสกัดในสัตว์ทดลองที่พบความเสี่ยงเมื่อได้รับสารบางชนิดในปริมาณสูง
ความเป็นพิษอาจแตกต่างกันตามส่วนของพืช วิธีสกัด ความเข้มข้น และปริมาณที่ได้รับ จึงไม่ควรถือว่าการใช้เมล็ดหรือสารสกัดสะแกมีความปลอดภัยในทุกขนาด
🤰 4. กลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยงการใช้เอง
สตรีตั้งครรภ์ สตรีให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคตับหรือโรคไต ควรหลีกเลี่ยงการใช้สะแกเป็นยาภายในด้วยตนเอง เนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยยังมีข้อจำกัด
🚑 5. อาการที่ควรพบแพทย์
หากมีอาการปวดท้องรุนแรง อาเจียนต่อเนื่อง น้ำหนักลดผิดปกติ ถ่ายเป็นเลือด หรืออุจจาระซีดขาวอย่างต่อเนื่อง ควรเข้ารับการตรวจรักษาโดยแพทย์
โดยเฉพาะอุจจาระสีซีดขาวร่วมกับตัวเหลือง ตาเหลือง หรือปัสสาวะเข้ม อาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบตับและทางเดินน้ำดี ไม่ควรสรุปว่าเกิดจากพยาธิเพียงอย่างเดียว
🔎 หมายเหตุด้านการจำแนก
สะแก หรือสะแกนา มีชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในปัจจุบันคือ Combretum quadrangulare Kurz วงศ์ Combretaceae
ชื่อ Combretum attenuatum Wall. พบในเอกสารพฤกษศาสตร์บางแห่ง โดย Royal Botanic Gardens, Kew ระบุไว้ในกลุ่มชื่อพ้องที่ไม่ได้รับการตีพิมพ์อย่างสมบูรณ์ตามหลักการตั้งชื่อทางพฤกษศาสตร์
🌳 จุดสังเกตทางพฤกษศาสตร์
สะแกมีลักษณะสำคัญ ได้แก่
• กิ่งอ่อนเป็นสันสี่เหลี่ยม
• ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม ผิวใบมีเกล็ดละเอียด
• ดอกขนาดเล็ก สีขาวอมเหลือง
• ผลแห้งมีสันหรือปีกตามยาว โดยทั่วไป 4 ปีก
• ต้นแก่บางต้นอาจมีกิ่งที่เปลี่ยนรูปเป็นหนามแข็งบริเวณโคนต้น
ชื่อท้องถิ่น เช่น แก ขอนแข้ จองแข้ ซังแก และแพ่ง เป็นชื่อที่มีหลักฐานใช้เรียกพืชชนิดนี้ในประเทศไทย
⚠️ ไม่ควรสับสนกับ “สะแกแสง”
สะแก — Combretum quadrangulare Kurz วงศ์ Combretaceae
สะแกแสง — เป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่มีชื่อพื้นบ้านคล้ายกัน และมีข้อมูลรสยาและสรรพคุณตามตำราแตกต่างออกไป
จึงไม่ควรใช้ชื่อพื้นบ้านเพียงอย่างเดียวในการยืนยันชนิดเครื่องยา โดยเฉพาะเมื่อพืชมีชื่อคล้ายกันแต่มีลักษณะพฤกษศาสตร์แตกต่างกัน
📝 หมายเหตุ
ข้อมูลสมุนไพรนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ความรู้และใช้ประกอบการศึกษาเท่านั้น มิใช่คำแนะนำการรักษา การสั่งใช้ยา หรือคำแนะนำจากแพทย์หรือแพทย์แผนไทย